เพื่อนแขกขาวชาวตุรกี
posted on 27 Mar 2009 23:16 by meyanie in My-Life
ฉันมีเพื่อนที่คบกันมาแต่สมัยละอ่อนอยู่หลายคน เพื่อนที่เรียกได้ว่าสนิทอยู่หลายคน และก็มีเพื่อนแปลก ๆ อีกหลายคน
แต่ถ้าจะให้รวมคุณสมบัติของเพื่อนที่คบกันมานานที่สุด สนิทที่สุดและแปลกที่สุด ฉันก็มีอยู่หนึ่งคนค่ะ
ฉันรู้จักไอ้เพื่อนคนนี้มาเกือบเจ็ดปีแล้วค่ะ ถ้าอยากรู้ว่าสนิทกันขนาดไหน.. สนิทแบบว่าคุยกะมันได้ทุกเรื่องที่ยกมาเป็นท็อปปิคได้ ตั้งแต่จุลินทรีย์ไปจนถึงกาแล็คซีแอนโดรเมดา ตั้งแต่ขวานหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงการปฏิวัติเครื่องไวเบรเตอร์ หรือไม่ก็เรื่องบ้า ๆ อย่างสุลต่านตะวันออกกลางจะไปล่าอาณานิคมแถวดาวเนปจูน
ประเด็นก็คือ.. ไอ้เพื่อนคนนี้มันเป็นผู้ชายค่ะ
และประเด็นที่สำคัญกว่าคือ..
“มันเป็นคนตุรกีค่ะ”
“เว้ย.. นี่แกไปรู้จักมันได้ไงวะ เสือกสนิทกะมันมาตั้งเจ็ดปี แถมเป็นแขกตุรกีอีก” (เพื่อนเริ่มด่าค่ะ)
ก็กุกำลังจะเล่าอยู่นี่ไงเว้ย แสรด - -
เมื่อช่วงปี 2001-2002 ตอนที่ฉันยังเป็นละอ่อน ม.ต้น วัยขบเผาะเหมาะแก่การล่อลวง สมัยนั้นอินเตอร์เนตเริ่มเป็นที่นิยม และสมัยนั้นก็ไม่ได้มีอะไรให้เล่นมากมาย นอกจากเว็บไซต์ดังๆ ไม่กี่เว็บแล้วก็โปรแกรมแชตรุ่นคุณปู่อย่าง ICQ หรือไม่ก็ PIRCH IRC
ฉันซึ่งมีมนุษยสัมพันธ์ดีเลิศไหนจะพ้นเรื่องหาเพื่อนใหม่ล่ะคะพี่น้อง โปรแกรม PIRCH นี่แหละใช่เลย แต่เอ๊ะ.. คุยกะคนไทยไปๆมาๆ มันจ้องแต่จะหลอกกุไปฟันลูกเดียวว่ะค่ะ ฉะนั้นฉันเลยตัดสินใจโกอินเตอร์แม่งเลย (ฮา)
ปรากฏว่ายิงหนังสติ๊กโป้งเดียว (กุยิงปืนไม่เป็นค่ะ) ได้นกมาสามรัง รังที่หนึ่งคือได้หนีจากไอ้พวกไทยแท้หวังฟัน รังที่สองคือได้ฝึกภาษาอังกฤษ และรังที่สามคือได้เพื่อนชาวต่างชาติมาอีกเป็นฝูง
และหนึ่งในฝูงนั้นน่ะ.. คือไอ้คนที่เล่าถึงข้างต้นน่ะแหละค่ะ มันชื่อ “อาลี” อายุมากกว่าฉันสองปี
ฉันกับอาลีเจอกันช่วงบอลโลก 2002 ที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพค่ะ แล้วคุณคิดว่าเด็กสองคนที่ไม่ได้มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่มันจะมีปัญญาถกกันเรื่องการเมืองระหว่างประเทศกันไหมคะคะ ฉะนั้นท็อปปิคแรก ๆ ของเราคือเรื่องบอล!!!
เด็กผู้หญิงชาวไทยอายุ 13 กับเด็กผู้ชายอายุ 15 ชาวตุรกีคุยเรื่องฟุตบอลกันเป็นภาษาอังกฤษ แล้วมันเข้าใจกันได้ไงวะคะเนี่ยะ (จนถึงทุกวันนี้ยังงงตัวเองอยู่)
เอาเป็นว่าเราคุยกันรู้เรื่องก็แล้วกัน คุยกันจนตกลงกันเป็นแฟนในเนต (ฮา.. เด็ก ๆ เล่นกันอย่าคิดมาก) ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คงประมาณกิ๊กกันว่างั้นเหอะ ส่งของขวัญให้กัน ส่ง SMS หากัน ยิงเบอร์ข้ามประเทศหากันสนุกสนาน
อาลีเคยโทรข้ามประเทศมาหาด้วยนะเออ ถ้าเป็นสมัยนี้คงเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนไอ้การที่เด็กอายุ 14 มีกิ๊กต่างชาติที่รู้จักกันในเนตโทรข้ามประเทศมาหาเนี่ยะ มันน่าปลื้มน้อยอยู่ซะเมื่อไหร่
แต่ก็นั่นแหละ ในที่สุดแล้วเราก็เลิกกิ๊กกัน ฉันบอกอาลีด้วยเหตุผลง่ายๆ (ที่อาลีบอกว่าทำใจยาก) ว่า.. ฉันรู้ว่าเรารักกันแต่ระหว่างเรามันเป็นไปไม่ได้หรอกตัดใจซะเหอะเธอ!!!
ดังนั้นอาลี (ในตอนนั้น) ก็ชีช้ำไปตามระเบียบ หลังจากนั้นต่างคนก็ต่างกลับไปมีชีวิตปกติก็คือไปคบ (ก็เป็นแฟนน่ะแหละ) กับคนบนโลกความเป็นจริงของตัวเอง แต่ยังเป็นเพื่อนกันคุยกันตลอดนะ
นี่เห็นมั้ย.. ใครบอกว่าเลิกกิ๊กกันแล้วเป็นเพื่อนกันไม่ได้ล่ะก็ฉันเถียงขาดใจ มันขึ้นอยู่กับว่าคนสองคนจะยอมรับสถานภาพใหม่ของตัวเองได้หรือเปล่าต่างหาก
ที่ผ่านมาไม่ว่าฉันจะไปอยู่ที่ไหนเราก็ยังคุยกันเหมือนเดิม แต่เพราะเราสองคนโตขึ้น มีภาระหน้าที่มากขึ้นทำให้เราเจอกันน้อยลง แต่ทุกครั้งที่เจอกันเราไม่ได้คุยกันน้อยลงหรือบ้าน้อยลงเลยซักนิดเดียว (เอ๊ะยังไง? 55+)
ที่ผ่านมาไม่นานนี้อาลีเพิ่งเลิกกับแฟนชาวตุรกีที่คบกันมา 4 ปีค่ะ มาเพ้อรำพันคร่ำครวญเสียยืดยาว ปกติแล้วฉันไม่ใช่คนแสนดีที่ชอบปลอบใจเพื่อนเท่าไรเพราะว่ากลัวจะพูดไม่ถูกหูไอ้คนเสียใจ แต่วันนั้นไม่รู้วิญญาณเซนต์เทเรซ่าเข้าสิงหรืออย่างไรก็ไม่ทราบฉันปลอบใจมันไปมากกว่าที่มันคร่ำครวญประมาณสามกระบุงโกย
แต่ตอนฉันเกิดเรื่องอกหักรักสามเส้าที่ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟัง อาลีนี่แหละที่เป็นคนฟังฉันคร่ำครวญ แถมยังคงคุยอยู่เป็นเพื่อนฉันจนแน่ใจว่าฉันไม่เป็นไรแล้วจริง ๆ เพื่อนคนไทยฉันยังไม่มีใครทำอย่างมันเลยค่ะ อย่างมากก็ปลอบใจแล้วบอกว่า “ไม่เป็นไรผู้ชายมีอีกเยอะ เมิงไม่เห็นต้องไปแคร์มันเลย”
แต่อาลีบอกว่า.. “ความรักก็เป็นอย่างนี้แหละ เรื่องที่เราไปรักเขาแล้วเขาไม่รักเรามีบ่อยไป แต่ไอว่ายูเป็นคนดีสักวันยูจะพบคนที่ยูรักเขาและเขารักยูจริง ๆ”
อื้อหือ.. แม่งซึ้งไม่มีคำบรรยายค่ะเพื่อน ยินดีจ้าดนัก!! (เป็นภาษาเหนือแปลว่า ขอบคุณมากๆ!!)
แต่อย่านึกว่าอาลีเป็นคนซึ้งนะคะ ลองมาดูบทสนทนาตัวอย่างซักสองสามบท..
ฉัน : อาลี ไออยากกินซูชิว่ะ
อาลี : แหวะ.. ยูกินเข้าไปได้ไงนั่นมันปลาดิบๆ นะโว้ย ชาวญี่ปุ่นแม่งไม่รู้จักเลือกกินชอบกินอะไรประหลาดๆ นี่.. ต้องชาวตุรกีดิ เรารู้ว่าอะไรควรกินไม่ควรกิน อย่างเนื้อวัวนะ... บลาบลาบลา (หลังจากนั้นก็สาธยายเรื่องของออตโตมันเติร์กไปอีกสามหน้ากระดาษ)
ฉัน : … (คิดในใจ.. เมิงบอกว่าเมิงไม่ชอบกินก็จบสิโว้ยไอ้หอยน้ำลึกเมดิเตอร์เรเนียน!!!
)
หรือ..
ฉัน : อาลี ไอต้องไปทำกับข้าวแล้วนะ น้องไอหิวข้าว
อาลี : หือ? ทำไมน้องยูกินเก่งจัง เดี๋ยวก็อ้วนหรอก
ฉัน : (ปกป้องน้องตัวเอง) ไม่จริงอ่ะ มันผอมกว่าไออีกนะโว้ย
อาลี : อ๋อ.. เออจริง ยูก็เป็นแบบนี้ตลอดแหละ ว่าแต่ตอนนี้ยูหนักเท่าไหร่แล้วอ่ะ? (ถามหร้อมกับใส่อีโมหัวเราะหึ ๆ มาให้)
ฉัน : you are such a ... (ไม่รู้จะด่าว่าอะไรให้สาสม แอร๊ยยย.. ถามแบบนี้แม่งอยากมีเรื่องเหรอคะไอ้แขกขาว ตอนนี้มีบริษัทไหนเปิดบริการสาดน้ำกรดข้ามประเทศมั้ยวะคะ?
)
หรือไม่อยู่ ๆ ก็โผล่มาว่า..
“ยูๆ ผู้หญิงเค้าชอบดูหนังโป๊กันมั้ยวะ?”
หรือไม่ก็ประเด็นฮาร์ดคอว์..
“ทำไมยูไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าล่ะ?”
คือ.. เมิงจะให้กุเทศน์ธรรมจักรกัปวัตนสูตรเป็นภาษาอังกฤษจนกว่าเมิงมีดวงตาเห็นธรรมใช่มั้ยคะ? ไอ้เพื่อนจวยนี่!!
และเรื่องอื่น ๆ อีกกว่าสองล้านเจ็ดสิบแปดหมื่นเรื่อง..
แต่ถึงอย่างนั้นก็เหอะ.. อาลีก็เป็นเพื่อนที่ฉันสนิทมากและรักมากคนนึง เรื่องที่ฉันเล่าให้ใครฟังไม่ได้ ฉันกลับเต็มใจที่จะเล่าให้เขาฟังและเขารับฟังอย่างใส่ใจทุกครั้ง ในขณะเดียวกันฉันก็เข้าถึงบางมุมในจิตใจลึก ๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้บุคลิกที่สนุกสนานร่าเริงของเขา
เราสองคนต่างคิดว่ามันคล้าย ๆ ปาฏิหาริย์ที่เราได้รู้จักกันทั้งที่อยู่ห่างกันเกือบครึ่งโลก และคบกันมาได้นานขนาดนี้ เราไม่เคยพบกันแต่กลับมีความรู้สึกผูกพันกันอย่างอธิบายไม่ถูก
และตั้งแต่เมื่อเจ็ดปีก่อนจนถึงทุกวันนี้.. อาลียังคงบอกฉันอย่างเชื่อมั่นในประโยคเดิมว่า..
“เราสองคนต้องได้เจอกัน”
และฉันก็หวังไว้สุดหัวใจว่าจะเป็นเช่นนั้น :)
ปล. ถ้ามีกระแสตอบรับดีจะเอาโฉมหน้ามันมาประจานค่ะ
ปปล. เล่าเรื่องเพื่อนสนิทของคุณให้ฟังบ้างสิคะ :)

#1 By - -)* on 2009-03-27 23:54